ไทยและเยอรมนี ร่วมทบทวนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทางรอดกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม

ไทยและเยอรมนี ร่วมทบทวนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทางรอดกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม

ไทยและเยอรมนี ร่วมทบทวนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทางรอดกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จัดเวทีนานาชาติเรื่อง “เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเกิด ผ่านกระบวนการ 3R เริ่มที่ Reduce – ลดการใช้!” (“Reduce! Rethinking Circular Economy”) ที่เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ เพื่อทบทวนว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะสามารถแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรและจะนำเอาประสบการณ์จากทั่วโลกและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้อที่ 12ที่ว่าด้วยเรื่อง “แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน”มาปรับใช้อย่างไรให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนาการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสีเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม

 

ด้วยวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต ผู้นำของแต่ละประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ต่างเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจในอนาคตของเราจะต้องดำเนินไปภายในขอบเขตที่ระบบธรรมชาติยังสามารถจัดการได้ และสิ่งมีชีวิตยังปลอดภัยซึ่งเราทุกคนจำเป็นต้องทบทวนแนวคิดและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ โดยเริ่มที่ขั้นตอนแรกของ ‘3R’ นั่นคือ การลดการใช้ทรัพยากร (Reduce) ดังนั้นเวทีนานาชาติครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือเชิงนโยบายที่ใช้งานได้และที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่นการติดฉลากสิ่งแวดล้อมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสีเขียว และการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ซึ่งผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐนักวิชาการนักคิดด้านสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนจากเอเชียละตินอเมริกาแอฟริกาและสหภาพยุโรปได้มีโอกาสสำรวจเครื่องมือเชิงนโยบายที่อิงกับนวัตกรรมตลาดและได้ค้นพบรูปแบบธุรกิจเชิงดิจิทัลแบบใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น

 

นายไค โฮฟ์มันผู้อำนวยการโครงการพัฒนาการและการวัดผลการผลิตและการบรโภคอย่างยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)ประจำประเทศไทยกล่าวว่า“วันนี้มีผู้แทน 160 คนจาก 17 ประเทศมาประชุมกันที่กรุงเทพฯเพื่อเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่จะนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาพัฒนาต่อได้ แนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ แต่ยังรวมถึงการลดการใช้ทรัพยากร การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเพิ่มอายุการใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเศรษฐกิจเส้นตรงที่เน้นการ “ใช้ (ทรัพยากร) – ผลิต – ทิ้ง” ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมหาศาล”

 

“ลองนึกถึงอุตสาหกรรมเพลง สมัยก่อนเวลาเราจะฟังเพลง ก็ต้องมีซีดีพร้อมเครื่องเล่น แต่วันนี้ โลกเปลี่ยนไปมาก เราแค่ดึงเพลงทั้งหมดออกมาจากอินเทอร์เน็ต ก็ฟังเพลงได้แล้ว” นายไคกล่าวเสริม

 

นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุลรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการปฏิรูปการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (SCP) และเป็นประเทศระดับแนวหน้าในการปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ประเทศไทยได้รวมนำแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนเข้ากับกรอบนโยบายระดับชาติต่างๆ  ในส่วนของแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน พ.ศ. 2560 – 2579 นั้นได้รับการจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพการลดมลพิษและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งได้รวมถึงแผนและกลยุทธ์ระยะกลางและระยะยาวเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนการท่องเที่ยวการเกษตรการจัดซื้อจัดจ้าง แผนการพัฒนาฉลากสีเขียวและแผนที่นำทางสำหรับการจัดการขยะพลาสติก ในปีนี้ประเทศไทยและทุกประเทศในอาเซียนได้มี “ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน” ร่วมกัน เพื่อตอบสนองความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก”

 

“อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาระดับโลกที่มีความซับซ้อน ประเทศไทยไม่สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้เพียงประเทศเดียว แต่ยังต้องการความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้ประกาศแนวคิดหลักคือ “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” สำหรับการเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องขยายความร่วมมือและเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม ผ่านการรับฟังการเรียนรู้การเจรจาต่อรองการประนีประนอม และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การมีเป้าหมายร่วมกัน”นายสุพจน์กล่าวเสริม

 

นายเกออร์ก ชมิดท์เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยกล่าวว่า“ในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit)ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเยอรมนีถือเป็นหนึ่งใน 77 ประเทศทั่วโลกที่ให้คำมั่นในการตั้งเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเท่ากับศูนย์ ภายในปีพ.ศ. 2593 และเพิ่งได้นำแผนงานการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศมาปรับใช้ เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศเยอรมนีชูนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อเสริมศักยภาพการตลาด เราเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเยอรมนีก็ได้พัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม“Blue Angel” ขึ้นเป็นประเทศแรกในโลกเมื่อปีพ.ศ.2513 ด้วย”

 

“อย่างไรก็ตามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราทุกคนจึงต้องหันมาเปลี่ยนแปลงนโยบายและแนวคิดเป็นอันดับแรกโดยเริ่มจากการเปลี่ยนการ “ใช้ (ทรัพยากร) – ผลิต – ทิ้ง” มาเป็นการใช้ทรัพยากรที่จำกัดด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การใช้ช้ำและการแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่”

 

“ประเทศเยอรมนีเป็นพันธมิตรด้านการปกป้องสภาพภูมิอากาศที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย เยอรมนีแบ่งปันประสบการณ์กับประเทศไทยในเรื่องพลังงานทดแทน การใช้ทรัพยากรอย่างประสิทธิภาพและการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยให้คำแนะนำด้านนโยบายสำหรับการดำเนินงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนดำเนินโครงการต่างๆ ในประเทศไทยเช่น การจัดการของเสีย การดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วมหรือแม้แต่เรื่องการสนับสนุนการผลิตตู้เย็นที่ประหยัดพลังงาน โดยรวมแล้วรัฐบาลเยอรมันลงทุนไปกับการดำเนินโครงการระดับทวิภาคีในประเทศไทยแล้วจำนวน 60 ล้านยูโร (ราวสองพันล้านบาท) ตั้งแต่ปีพ.ศ 2551 และยินดีที่จะร่วมมือดำเนินต่อไปในอนาคต นอกจากนี้เยอรมนียังสนับสนุนประเทศในเอเชียทั้งเก้าประเทศ สองประเทศในละตินอเมริกา และสองประเทศในแอฟริกาในการดำเนินงานตามพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้า SDG ข้อที่ 12 เรื่องการสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย” นายเกออร์ก กล่าวเสริม

 

เวทีนานาชาติเรื่อง “เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเกิด ผ่านกระบวนการ 3R เริ่มที่ Reduce – ลดการใช้!” (“Reduce! Rethinking Circular Economy”)จัดขึ้นโดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU)

Post a Comment

#FOLLOW US ON INSTAGRAM
WordPress Lightbox