เร่งเครื่องเปลี่ยนเลน : รถยนต์อัจฉริยะกำลังเปลี่ยนโฉมสู่การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

 

 

รถยนต์อัจฉริยะทุกวันนี้จำเป็นจะต้องฉลาดขึ้นกว่านี้อีกมาก มาตรฐานซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์สมัยใหม่ก่อนยุคมิลเลเนียมมักจะวนเวียนในระบบที่เราเรียกกันว่าพอร์ต OBD หรือที่เรียกกันว่า On Board Diagnostics โดยซอฟต์แวร์ OBD ตัวใหม่ทั้งรุ่นที่ 1 และ 2 นั้นได้รับการติดตั้งในรถยนต์ก็เพื่อใช้วินิจฉัยอาการผิดปกติ และก็ยังสามารถอัปเดตระบบซอฟต์แวร์ส่วนกลางของรถยนต์ (ได้ในบางครั้ง) ในสมัยนั้นได้

 

สมัยก่อนผู้ขับขี่จะต้องนำรถยนต์ไปเข้าศูนย์บริการ และให้วิศวกรเสียบสายเคเบิลเข้ากับพอร์ต SCART ของ OBDs ที่มีลักษณะคล้ายกับหัวเสียบ …และทั้งหมดนั้นกำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตไป

 

ตอนนี้เรากำลังมองไปยังอนาคตอันใกล้ โดยรถยนต์ที่มีความสามารถเชื่อมต่อนั้นจะไม่ได้มีแค่เพียงระบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ต่างๆดังนั้นรถยนต์จึงสามารถอัปเดทข้อมูล เปลี่ยนแปลง และปรับปรุงได้ตลอดเวลา

 

ดังนั้นเป้าหมายที่เรากำลังจะไปให้ถึงก็คือ ความสามารถเชิงข้อมูล การเชื่อมต่อ และสมรรถนะ

 

ส่วนคนขับที่ใช้ระบบดิจิทัล

ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะขับเคลื่อนอัตโนมัติยุคใหม่กำลังจะออกจากสายการผลิต ความสามารถในการเชื่อมต่อก็ควรต้องพัฒนาไปในระดับที่เท่ากันนักพัฒนาและผู้ผลิตส่วนคนขับ (Cockpit) ที่ใช้ระบบดิจิทัลยุคใหม่ รวมถึงการให้บริการเชื่อมต่อตามความต้องการของลูกค้าจะต้องลงสู่สนามแข่งในตลาดโลกพร้อมกัน ซึ่งจะต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงประโยชน์ในเรื่องความปลอดภัย การประหยัดต้นทุน และความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน

 

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ที่มีระบบเชื่อมต่อจะต้องพัฒนาฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติ การขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติไร้คนขับ และการให้บริการด้านการขับเคลื่อน (Mobility Service)  ด้วยการผสานรวมสถาปัตยกรรม คุณสมบัติ ฟังก์ชัน เทคโนโลยี แอปพลิเคชัน บริการ รวมถึงแสวงหาพันธมิตรในกลุ่มองค์กรและกลุ่มอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น

 

และนี่ก็เปรียบเสมือนการเดินทางที่ยังพอหลบหลุมบ่อกลางถนนได้ค่อนข้างดีแต่ถ้าเทคโนโลยีเกิดตกหลุมกลางคัน ระบบตรวจวินิจฉัยก็ยังสามารถแสดงให้เราเห็นได้ว่า ซอฟต์แวร์เกิดความบกพร่อง อีกทั้งการสตรีมข้อมูลที่ติดๆ ขัดๆ จะไม่สามารถพาเราไปสู่จุดหมายได้ตามที่เราต้องการ

 

 

ก่อนจะออกเดินทาง เรามีแผนที่แล้วหรือยัง

ไม่ว่าจะเริ่มเดินทางเมื่อใด สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ เราต้องมีแผนที่ในมือก่อน โอเค ใช่ แม้ว่าทุกวันนี้เราจะอาศัยระบบนำทาง GPS ในรถยนต์ แต่เราก็ยังจำเป็นต้องรู้จุดหมายที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ดี

 

สำหรับเรื่องข้อมูลนั้น ควรจะต้องมีข้อกำหนดหลักในการควบรวมและการผสานรวมข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการ โดยระบบซอฟต์แวร์จากประเทศต่างๆ มีมาตรฐานการทำงานที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละระบบมีความหน่วง ความทนทานต่อความล้มเหลว (Fault Tolerance)  และความสามารถในการสำรองข้อมูลที่แตกต่างกันไป ซอฟต์แวร์เหล่านี้ไม่ได้ผสานรวมเข้าด้วยกันได้ในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเหมือนเล่นมายากล จริงอยู่ที่ในอนาคตรถยนต์จะกลายเป็นระบบไฟฟ้าที่สามารถกดสตาร์ทได้ภายในปุ่มเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้เราเดินทางได้เพราะยังมีข้อมูลที่ซับซ้อนหลายชั้นรอการประมวลผลอยู่

 

งานที่รอเราอยู่ข้างหน้านั้นจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มแบบคลาวด์เนทีฟอีกทั้งยังต้องยืดหยุ่น และปรับขนาดได้เพื่อการพัฒนาและการรวมผสานแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาอีก คุณสมบัติทั้งหมดนี้ได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานได้ เช่น เครื่องมือแบบโค้ด Low-Code หรือแบบไม่มีโค้ด รวมถึงการบริหารจัดการเคส เพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถควบคุม รวบรวม และจัดการกับกระแสข้อมูลเพื่อให้เราพร้อมเดินทางไปบนเส้นทางแห่งอนาคตได้

 

การแสดงข้อมูลในรูปแบบภาพและแนวเพลงคลาสสิคร็อค

เรายังต้องการระบบวิเคราะห์แบบที่ประมวลผลได้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถในการนำเสนอภาพและการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แม้ว่าวิศวกรซอฟต์แวร์จะขับเคลื่อนซับสเตรต (Substrate) ระดับล่างของแพลตฟอร์มยานยนต์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลแบบใหม่เป็นอย่างแรก แต่เราก็ยังคงต้องการอู่ซ่อมรถยนต์ ล้อ และช่างซ่อมรถอยู่ดี

 

เรามักจะรู้สึกประหลาดใจว่า อู่ซ่อมรถทันสมัยส่วนใหญ่นั้นมักจะมีแนวทางการบริหารจัดการเทคโนโลยีในรถยนต์ที่ก้าวหน้า ดังนั้นแม้ในอนาคตเราจะใช้ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มากขึ้นเท่าใด แต่เราก็ยังต้องใช้จาระบี ประแจ และเครื่องวิทยุเปื้อนน้ำมันที่กำลังเล่นเพลงคลาสสิคร็อคที่วางอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งในอู่ซ่อมรถยนต์ได้

 

แล้วที่พูดมาทั้งหมดนี้คืออะไร ก่อนอื่นเราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันนี้ระบบสาระบันเทิง และระบบนำทางในรถยนต์นั้นสามารถเทียบได้กับสมาร์ทโฟนของคุณได้ดีกว่าวิทยุซึ่งสมัยนั้นเราต้องกดและคลิ๊ก โดยระบบใหม่นี้สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่เปิดใช้งานบริการใหม่ และสามารถเพิ่มผู้ใช้ (ผู้ขับ) ใหม่ลงในการตั้งค่า “ที่ได้บันทึกไว้” ในรถยนต์ได้

 

และนั่นก็เป็นการสร้างชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล เพราะทุกสิ่งที่เราทำที่นอกเหนือจากการหมุนพวงมาลัยและการแตะเบรค ก็จะเริ่มต้นบริการการเชื่อมต่อภายในรถของคุณแล้ว

 

การประกันภัยที่กำลังจะกลายเป็นเกมขับรถ

สำหรับการบันทึกการขับขี่ ลองคิดดูว่าถ้าสามารถวิเคราะห์ผู้ขับขี่ในอนาคตได้การหมุนพวงมาลัยและการแตะเบรกทุกครั้งจะสร้างสตรีมข้อมูลซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในระบบ บริษัทประกันภัยในอนาคต (ในอนาคตหมายถึงปีนี้หรือปีหน้าก็ได้) ต่างก็จ้องที่จะทำให้การประกันภัยนั้นกลายเป็นเกม (หรืออาจจะเรียกว่าสิ่งจูงใจก็ได้) เพื่อให้เกิดการขับขี่ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความฉุนเฉียวลง และใช้พลังงานได้สะอาดยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ที่ยินดีให้ติดตามข้อมูลการขับขี

 

ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ข้อมูลทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการควบคุมแต่ผู้ผลิตรถยนต์จะจัดการระบบนับร้อยระบบ แอปพลิเคชัน และบริการที่หลากหลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้โดยไม่ทำให้ระบบสาระบันเทิงที่มีอยู่เดิมเสียหายได้อย่างไร อีกทั้งผู้ผลิตรถยนต์ในปัจจุบันมีรายได้ส่วนหนึ่งมาจากค่าธรรมเนียมประจำหรือแบบคงที่จากการเปิดใช้งานบริการต่างๆ ดังนั้นลูกค้าจึงควรได้รับการบริการแบบใหม่ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมได้

 

เรายังทราบด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีการเปิดตัวแอปพลิเคชันที่ใช้ AI แอปพลิเคชัน 5G แบบเรียลไทม์ การใช้งานอีคอมเมิร์ซ การควบคุมยานพาหนะจากระยะไกล และการให้บริการข้อมูลและแอปพลิเคชันแบบ Over-The-Air ที่อัปเดตแล้ว บริษัทรถยนต์ควรต้องพิจารณาถึงการผสานรวมการทำงานของแพลตฟอร์มบนคลาวด์เพื่อสร้างบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ โดยลดเวลาในการนำออกสู่ตลาด

 

มากกว่านั้นบริษัทรถยนต์ยังต้องตระหนักว่า พวกเขาจะต้องกลายมาเป็นบริษัทข้อมูลแทน เพราะอาจพบโอกาสในการให้บริการแอปพลิเคชันแบบขายต่อยอด (Up-Sell) และแบบขายต่อเนื่อง (Cross-Sell) ให้แก่ผู้ขับขี่ บริษัทรถยนต์ต้องทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่สามารถประมวลผลเหตุการณ์ได้แบบเรียลไทม์จากผู้ขับขี่ และจากตัวรถยนต์เอง นอกจากนี้ยังจะต้องปรับใช้โมเดล AI ในการสตรีมข้อมูล คาดการณ์การบำรุงรักษาของยานพาหนะ ระบุเวลาที่เหมาะสมได้ทันท่วงที บำรุงรักษา และปรับใช้การอัปเดตสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับรถยนต์หลายร้อยรุ่นได้

 

 

ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์แบบไฮเปอร์คอนเนคชัน

เราอาศัยอยู่บนโลกที่มีการเชื่อมต่อแบบไฮเปอร์คอนเนคชัน รถยนต์ของเราก็เช่นกัน… และยังเป็นซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เชื่อมต่อกันแบบไฮเปอร์คอนเนคชันอีกด้วย รถยนต์ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อจะมอบประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าที่ไม่เหมือนใคร แต่อย่ามองข้ามเรื่องต้นทุนและรายได้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อซัพพลายเออร์ ตัวแทนจำหน่าย บริษัทประกัน ผู้ใช้เทคโนโลยี โรงงาน OEMs และอื่นๆ ด้วย

 

ผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดมักมองข้ามโอกาสในการสร้างรายได้จากข้อมูลจากรถยนต์เหล่านี้ ลองใช้เวลาพิจารณาเสียเล็กน้อยว่าบริษัทอื่นสร้างมูลค่าจากข้อมูลได้อย่างไร ผู้เล่นจะต้องพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และเข้าถึงตลาดบริการที่อิงตามข้อมูลที่มีศักยภาพนี้ในภูมิทัศน์ของรถยนต์ ตั้งแต่การขาย การบริการไปจนถึงขั้นตอนหลังการขาย

 

ถนนแห่งอนาคตนั้นยังคงถูกสร้างอยู่บนรากฐานอันมั่นคง อีกทั้งผิวถนนก็ถูกลาดยางมาอย่างดี และตอนนี้ถนนเส้นนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างข้อมูลอันไร้รอยต่อ ซึ่งเริ่มต้นจากไหล่ทางพัฒนาขึ้นไปสู่บนรถยนต์ รวมถึงการให้บริการด้านการเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกแก่ผู้ขับขี่

 

ความเป็นจริงนี้ผลักดัน (ไม่ได้ตั้งใจเล่นคำ) ความจำเป็นในการสตรีมข้อมูลระดับแพลตฟอร์มที่สามารถประมวลผลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์จากยานพาหนะ รวมถึงการปรับใช้โมเดล AI ในการสตรีมข้อมูล การคาดการณ์การบำรุงรักษายานพาหนะ และระบุโอกาสอื่นๆ ในเวลาที่เหมาะสม

 

เมื่อเราเดินทางไปถึงวงเวียนถัดไป โปรดเปิดวิทยุของคุณ หันแอปพลิเคชันที่ใช้สแกน QR Code ในสมาร์ทโฟนไปทางส่วนคนขับดิจิทัลของรถยนต์ที่กำลังขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ปิดม่านบังแดดด้านคนขับ และปิดสวิตช์ความกังวลของคุณว่าคุณกำลังจะไปที่ไหน… เพราะท้ายที่สุดแล้วข้อมูลทุกอย่างนั้นจะอยู่ที่ล้อของรถยนต์ของคุณนั่นเอง

 

Post a Comment

#FOLLOW US ON INSTAGRAM
WordPress Lightbox