ก้าวทัน…ก้าวหน้า…กระแสยานยนต์ไทยยุคดิจิทัล
ก้าวทัน…ก้าวหน้า…กระแสยานยนต์ไทยยุคดิจิทัล
โลกปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปสู่การใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น หลายอุตสาหกรรมของไทยจึงมุ่งไปสู่การพัฒนาในทิศทางนั้น เพื่อสอดรับกับทิศทางนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่ประกาศอย่างชัดเจน ซึ่งเน้นให้มีการพัฒนkอุตสาหกรรมโดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์นับว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมนำร่องของไทย และเมื่อประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของตลาดโลกด้วยแล้ว ทำให้การผลิตยานยนต์แบบเดิมๆ อาจไม่สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาขึ้นเป็นยานยนต์สมัยใหม่ที่ต้องออกแบบและคิดค้นโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทย
การส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่จึงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ ไม่เพียงแต่สร้างอุปสงค์สืบเนื่องไปยังผู้ผลิต แต่ยังรวมถึงการเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล (Fossil) ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักของการดำเนินนโยบายส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยานยนต์สมัยใหม่จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0
การปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับ Smart Mobility ค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้มีการเตรียมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV) เพื่อป้อนสู่ตลาด โดยปัจจุบันมีค่ายรถที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผลิตรถไฮบริด (Hybrid, HEV) จำนวน 4 ราย รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid, PHEV) จำนวน 4 ราย และรถไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ( Battery Electric Vehicle, BEV ) จำนวน1 ราย รวมทั้งสิ้น 9 ราย โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณปีละ 500,000 คัน นอกจากนี้ยังมีค่ายรถยนต์ที่รอการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตรถไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle, BEV) อีกจำนวน 7 ราย และการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีผู้ที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว 5 ราย
สำหรับ Smart Mobility ที่เปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นระบบไฟฟ้าแล้วนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อกับสรรพสิ่งต่างๆ บนถนนได้ เช่น ระหว่างรถยนต์กับรถยนต์ รถยนต์กับคน รถยนต์กับสัญญาณจราจร รวมถึงระบบขับขี่อัตโนมัติ ปัจจุบันมีรถหลายยี่ห้อได้นำความล้ำหน้าเหล่านี้ใส่ไว้ในรถยนต์ที่ออกจำหน่ายในปัจจุบันอยู่บ้างแล้ว เช่น ระบบครูสคอนโทรล (Cruise Control) ระบบเบรกอัตโนมัติ การควบคุมการล็อครถอัตโนมัติจากระยะไกล และการเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนที่ผู้ขับขี่มาถึงตัวรถ เป็นต้น
การผลิตเปลี่ยนแปลง…ชิ้นส่วนเปลี่ยนแปลง
ในอุตสาหกรรมยานยนต์สิ่งสำคัญ คือ การปรับตัวในด้านการผลิต เช่น ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกัน อาทิ ตัวถัง เบรก อุปกรณ์ภายใน เบาะ อุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ฯลฯ ต้องมีคุณสมบัติจำเพาะ (Spec) ที่แตกต่างกัน เช่น การใช้วัสดุที่มีน้ำหนักที่เบาในรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องมีการปรับตัวสำหรับกระบวนการผลิตที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ และมีการผลิตชิ้นส่วนใหม่ๆ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบการจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System, BMS) ระบบควบคุมการขับขี่ (Drive Control Unit, DCU) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) คอนเวอร์เตอร์ (Converter) ฯลฯ โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิตนำประโยชน์ของเทคโนโลยีระดับสูง (Advanced Technology) ที่เกี่ยวกับระบบโรบอทติกส์ (Robotics) และ Automation มาใช้กับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่ม Productivity
พัฒนาและต่อยอด
ด้านการพัฒนาบุคลากร สถาบันยานยนต์ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV Technology & Innovation Learning Center) เพื่อศึกษาและถ่ายทอดข้อมูล และองค์ความรู้เกี่ยวกับยานยนต์สมัยใหม่ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบระบายความร้อน วัสดุมวลเบาที่ใช้กับยานยนต์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้กับบุคลากรในวงการยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาผู้ประกอบการในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตด้วยระบบการบริหารการผลิตต่างๆ เช่น Lean Production System, Loss Reduction Process และการนำเอาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต คือ โรบอทติกส์ (Robotics) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในการผลิตให้กับผู้ประกอบการ
อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกกำลังเข้าสู่ช่วงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งมีเรื่องของการเชื่อมต่อ (Connectivity) และระบบดิจิทัล (Digitization) เป็นเทรนด์อันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังนั้นหากผู้รับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ต่างๆ (Original Equipment Manufacturers – OEMs) ยังไม่ได้วางแผนรองรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต จึงอาจส่งผลต่อกำไรที่ลดลง อันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่มีมากขึ้น และความต้องการของตลาดที่หดตัวลง
ผลสำรวจโดยศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ จากสถาบันยานยนต์
| ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ | ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตรถจักรยานยนต์ |
| ปริมาณการผลิตรถยนต์ลดลง 7% เป็นผลจากทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่อยู่ในช่วงชะลอตัว โดยการผลิตรถยนต์ทุกประเภทมีปริมาณการผลิตลดลง ยกเว้นการผลิตรถ Single Cab และรถยนต์นั่งขนาดมากกว่า 1,500 ซีซี
ตลาดในประเทศปริมาณลดลง 14% จากปัญหาด้านเศรษฐกิจชะลอ ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และกำหนดเปิดตัวรถยนต์ Eco Car รุ่นใหม่ในช่วงปลายปี ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อรถยนต์ลง ตลาดส่งออกปริมาณลดลง 6% เนื่องจากเศรษฐกิจตลาดหลักมีอยู่ในช่วงชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า โดยเฉพาะตลาดโอเชียเนียที่ปริมาณส่งออกลดลงติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน จากปัญหาภัยแล้ง และการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น
|
ปริมาณการผลิตรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 2% เนื่องจากตลาดส่งออกที่เติบโตขึ้น ส่งผลให้การผลิตรถจักรยานยนต์ทุกขนาดเพิ่มขึ้น ยกเว้นการผลิตรถประเภท Commuter เนื่องจากความต้องการในประเทศลดลง
ตลาดในประเทศปริมาณลดลง 4% ลดลงจากตลาดรถ Commuter ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเริ่มอิ่มตัว ตลาดส่งออกปริมาณเพิ่มขึ้น 40% เนื่องจากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก โดยการส่งออกรถขนาดกลาง (250-500 ซีซี) ไปยังจีน เกาหลี และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น และขนาดใหญ่ (500+ ซีซี) ไปยังหลายประเทศในเอเชีย และยุโรป |


