ยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อมุ่งหน้าสู่อวกาศ

 

 

 

ปัจจัยสำคัญด้านการตัดเฉือนโลหะที่ต้องคำนึงถึงเมื่อก้าวสู่เวทีการแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ

 

 

ข้อมูลจากสถิติใหม่ได้เผยให้เห็นว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 มีมนุษย์อาศัยอยู่ในอวกาศพร้อมกันถึง 20 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยนอกจากภารกิจด้านอวกาศที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในปีนี้แล้ว บริษัท Virgin Galactic กำลังเตรียมส่งยาน Galactic 01 ออกสู่ห้วงอวกาศ ซึ่งเป็นภารกิจเดินทางสู่อวกาศในรูปแบบที่ไม่ได้บินโคจร (Suborbital Spaceflight) ภายใต้การดำเนินงานของเอกชนเป็นครั้งแรก รวมถึงบริษัท SpaceX เองนั้นก็กำลังเดินหน้าเตรียมจัดกิจกรรมนอกยานอวกาศ (Spacewalk) ภายใต้การดำเนินงานของเอกชนเป็นครั้งแรกของโลกด้วยเช่นกัน ในขณะที่มนุษยชาติกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่ความมืดมิดของอวกาศที่ไกลออกไปกว่าที่เคย ทั้งในด้านการท่องเที่ยวอวกาศและการพัฒนาจรวดนวัตกรรมใหม่ แต่กลับมีคำถามเกิดขึ้นว่าเรามีองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่เบื้องหลังการสำรวจอวกาศมากน้อยเพียงใด วันนี้ William Durow ผู้จัดการโครงการด้านวิศวกรรมฝ่ายอวกาศ กลาโหม และอากาศยานของ Sandvik Coromant จะมาบอกเล่าถึงสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องตัดเฉือนโลหะสำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ

 

 

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มนุษยชาติได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศแบบก้าวกระโดดอย่างมากมาย อาทิ โครงการ JUpiter ICy moons Explorer (JUICE) ขององค์การอวกาศยุโรปได้ปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนเมษายน 2023 และจะเคลื่อนเข้าใกล้กลุ่มดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี (Jovian System) ในปี 2030 จากนั้นจะทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับดวงจันทร์สามดวงของดาวพฤหัสบดีเป็นเวลาสามปีครึ่ง และในปีเดียวกันนี้ SpaceX มีแผนปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศราว 100 เที่ยว ขณะที่ยาน OSIRIS-Rex ขององค์การนาซา (NASA) ก็เพิ่งกลับสู่พื้นโลกเมื่อเดือนกันยายน 2023 ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของโครงการต่างๆ ที่เพิ่งสิ้นสุดลง กำลังดำเนินการ และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เราได้รู้จักกับกาแล็กซีของเรามากยิ่งขึ้น

 

 

อย่างไรก็ตาม การทำภารกิจท่ามกลางหมู่ดาวในอวกาศให้สำเร็จได้นั้นจะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภารกิจอย่างละเอียด การจำลองสถานการณ์อย่างเข้มงวด ผู้จัดการภารกิจที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ การเดินทางออกสู่อวกาศจะไม่มีวันสำเร็จได้เลยหากขาดการวางแผน การเตรียมการ และการดำเนินการที่ดี นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ในอวกาศก็จะต้องสามารถทนทานต่อสภาวะที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะสุญญากาศ การแผ่รังสี อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉันพลัน และการถูกอุกกาบาตขนาดเล็กพุ่งชน

 

 

วัสดุที่มีความทนทาน

 

 

ในการผลิตชิ้นส่วนใดๆ ก็ตามที่จะนำไปใช้ในอวกาศจะต้องพิจารณาถึงวัสดุที่ใช้อย่างรอบด้านเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งานในสภาวะที่รุนแรงได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ วัสดุที่ใช้จึงต้องมีโครงสร้างที่สามารถทนทานต่อแรงดันและความเค้นสูงขณะปล่อยออกจากฐานและขณะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ อีกสิ่งหนึ่งที่ยานอวกาศจะต้องประสบก็คือความร้อนสูงจัดในระหว่างการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก ดังนั้นวัสดุด้านนอกของยานอวกาศจะต้องช่วยป้องกันไม่ให้ตัวยานถูกเผาไหม้ ในขณะที่ชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น หัวฉีดจรวด ก็จะต้องผลิตจากวัสดุที่ทนความร้อนสูงได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

 

 

น้ำหนักก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย โดยเฉพาะชิ้นส่วนของถังเชื้อเพลิงจรวด ซึ่งตัวถังที่มีน้ำหนักเบาจะสามารถทนต่อแรงเค้นได้ดีและช่วยให้บรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้นด้วย ยิ่งจรวดมีน้ำหนักมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งบรรทุกน้ำหนักของดาวเทียม อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ และลูกเรือออกไปยังอวกาศได้น้อยลง ดังนั้นถังที่มีน้ำหนักเบาจะช่วยให้จรวดสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำภารกิจได้อย่างเต็มที่

 

 

สำหรับวัสดุที่นิยมใช้ในงานด้านอวกาศคือซูเปอร์อัลลอยทนความร้อน (HRSA) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้งานในอวกาศได้ดีเนื่องจากมีความทนทานต่อสภาวะที่รุนแรงได้ดีเยี่ยม แต่ว่าความแข็งของวัสดุดังกล่าวก็ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการตัดเฉือนเป็นอย่างมาก

 

 

วัสดุ HRSA สามารถทนต่ออุณหภูมิที่รุนแรง แรงเค้น และสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการผุกร่อนได้ดี จึงนิยมนำไปใช้ในสภาวะที่รุนแรงซึ่งวัสดุทั่วไปไม่สามารถทนทานได้ ด้วยคุณสมบัติที่สามารถคงคุณสมบัติทางกลและทางโครงสร้างในอุณหภูมิได้สูงมาก (มากกว่า 1000°C หรือ 1832°F) ต้านทานการเปลี่ยนรูปได้ดี และมีความเสถียรทางความร้อนสูง วัสดุ HRSA จึงถูกนำไปใช้ผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานสูง เช่น ใบเทอร์ไบน์ หัวฉีดจรวด และห้องจุดระเบิด

 

 

แต่ HRSA ก็มีข้อจำกัดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตัดเฉือน กล่าวคือวัสดุชนิดนี้มีองค์ประกอบทางโลหะวิทยาที่ทำให้คงคุณสมบัติไว้ได้แม้ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดแรงเค้นขณะตัดเฉือนที่สูงมากด้วยเช่นกัน ขณะที่ซูเปอร์อัลลอยที่มีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบหลักซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ให้ประสิทธิภาพสูงที่อุณหภูมิใกล้จุดหลอมเหลวก็ยิ่งทำให้การตัดเฉือนทำได้ยากอย่างมาก

 

 

วัสดุสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนยานอวกาศอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ ไทเทเนียม ซึ่งเป็นโลหะน้ำหนักเบาที่มีความหนาแน่นประมาณครึ่งหนึ่งของเหล็กกล้า ไทเทเนียมจะช่วยลดน้ำหนักโดยรวมของยานอวกาศลง จึงทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทนทานต่อการผุกร่อนและทนต่ออนุภาคออกซิเจนได้ดี จึงทำให้ไทเทเนียมเหมาะสำหรับใช้งานในวงโคจรรอบโลกที่ต่ำ ซึ่งชั้นออกไซด์สามารถช่วยป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในระดับที่รุนแรงได้

 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อดีเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการตัดเฉือนไทเทเนียมจะเป็นเรื่องง่าย ดังนั้นเครื่องมือตัดที่นำมาใช้จะต้องมีความคม คงรูปคมตัดได้ดี และทนทานต่อการสึกหรอได้อย่างเหนือชั้นเพื่อให้สามารถรับมือกับความแข็งแรงที่สูงของวัสดุประเภทนี้ได้ นอกจากนี้ตัววัสดุเองนั้นยังมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำเมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่น เช่น เหล็กกล้าหรือเหล็กสเตนเลส จึงอาจทำให้เกิดความร้อนสะสมขณะตัดเฉือนจนทำให้เครื่องมือหมดสภาพเร็วกว่าปกติได้

 

 

ข้อพิจารณาในการตัดเฉือน

 

 

ซูเปอร์อัลลอยทนความร้อนจำเป็นต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคพิเศษในการตัดเฉือน ดังนั้นวิศวกรด้านอวกาศจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่อไปนี้ ปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึงคือวัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องมือตัด แม้ว่าคาร์ไบด์จะเป็นวัสดุที่นิยมเลือกใช้มากที่สุด แต่ก็มีวัสดุประเภทอื่นที่สามารถใช้ได้ เช่น เซรามิกซึ่งเหมาะสำหรับการกัดหยาบ รวมถึงคิวบิกโบรอนไนไตรด์ (CBN) สำหรับการเก็บผิวละเอียดในวัสดุ HRSA และเพชรโพลีคริสตัลลีน (PCD) สำหรับการกัดหยาบในวัสดุไทเทเนียมอัลลอย การเคลือบผิวและรูปทรงของเครื่องมือก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากวัสดุประเภทนี้เกิดเศษขาดได้ง่าย ดังนั้นรูปทรงที่มีความคมสูงซึ่งทำให้ไม่เกิดความร้อนขณะตัดเฉือนจึงมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า นอกจากนี้ การเคลือบผิวที่บางและทนทานก็ต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการเคลือบผิวด้วยการตกเคลือบด้วยไอทางกายภาพ (Physical Vapor Deposition หรือ PVD) มักเป็นตัวเลือกแรกสำหรับวัสดุ HRSA ขณะที่เกรดไม่เคลือบผิวเหมาะที่จะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการกลึงวัสดุไทเทเนียม

 

 

โดยทั่วไปแล้ว การตัดเฉือน HRSA มักใช้ความเร็วตัดต่ำ (รอบ/นาที) เมื่อเทียบกับการตัดวัสดุทั่วไปเพื่อป้องกันการเกิดความร้อนสะสมสูงเกินไปและการสึกหรอแบบรอยบาก การปรับอัตราป้อนและระยะกินลึกให้เหมาะสมก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถทำการตัดเฉือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ วิธีการหล่อเย็นที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากการตัดเฉือนวัสดุ HRSA และไทเทเนียมจะทำให้เกิดความร้อนสูง ดังนั้นจึงนิยมนำระบบจ่ายน้ำหล่อเย็นแรงดันสูงมาใช้เพื่อช่วยในการหักเศษและลดความร้อน ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาผู้ผลิตยังจะต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการสึกหรอของเครื่องมือด้วย เพื่อคาดการณ์การหมดสภาพของเครื่องมือและลดโอกาสการชำรุดของเม็ดมีด ซึ่งอาจทำให้ชิ้นงานราคาสูงเกิดความเสียหายได้

 

 

วิธีการตัดเฉือนชิ้นส่วนยานอวกาศที่ Sandvik Coromant แนะนำคือการกัดข้างอัตราป้อนสูง เทคนิคนี้เป็นการตัดเฉือนชิ้นงานโดยใช้หน้าสัมผัสมีดแนวรัศมีแคบ ทำให้ใช้ความเร็วตัด อัตราป้อน และระยะกินลึกแนวแกนได้มากขึ้น แต่เกิดความร้อนน้อยลงและแรงแนวรัศมีน้อยลง โดย Sandvik Coromant ได้พัฒนาดอกเอ็นมิลกัดข้างอัตราป้อนสูง CoroMill® Plura HFS ขึ้นมาสำหรับวิธีการตัดเฉือนรูปแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์จะประกอบด้วยดอกเอ็นมิลที่มีรูปทรงและเกรดเฉพาะตัว และได้รับการผลิตออกมาสองรุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสำหรับไทเทเนียมอัลลอยและรุ่นสำหรับนิกเกิลอัลลอย

 

 

วัสดุที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

 

แม้ว่าไทเทเนียมและ HRSA จะเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในการสำรวจอวกาศ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงค้นคว้าพัฒนาวัสดุนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าองค์กรด้านอวกาศส่วนใหญ่มักพัฒนาวัสดุชนิดใหม่ขึ้นด้วยตัวเอง โดยสร้างสูตรในการผสมวัสดุที่ไม่เหมือนใครเพื่อให้มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งและคว้าชัยในการสำรวจอวกาศ

 

 

ส่วนประกอบของวัสดุเหล่านี้มักถูกปกปิดเป็นความลับ ซึ่งอาจจะเป็นไทเทเนียมอัลลอย วัสดุระเหย คาร์บอน-คาร์บอนคอมโพสิต หรือวัสดุที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนอกจากวิศวกรยานอวกาศที่คิดค้นวัสดุเหล่านี้แล้ว ซัพพลายเออร์เครื่องมือตัดเฉือนก็จะมีโอกาสได้รับทราบส่วนประกอบของวัสดุที่เป็นความลับนี้ด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ Sandvik Coromant จึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจอวกาศกระจายอยู่ทั่วทุกมุมทั่วโลก รวมทั้งมีทีมวิจัยและพัฒนาที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านเครื่องมือและเทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานของคุณโดยเฉพาะ เมื่อลูกค้าขอรับบริการจาก Sandvik Coromant ทีมงานของเราจะร่วมมือกับลูกค้าเพื่อค้นหาระบบเครื่องมือตัดเฉือนที่ตอบโจทย์การใช้งานกับวัสดุของลูกค้า โดยเราจะดำเนินการทดสอบในไซต์งานด้วยกระบวนการที่ปลอดภัย ให้คำปรึกษาด้านการเลือกเครื่องมือ และแนะนำเทคนิคการตัดเฉือนให้กับคุณ เป็นต้น

 

 

การพัฒนาชิ้นงานที่ต้องนำไปใช้ในอวกาศมีความเสี่ยงสูงมาก หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้โครงการล้มเหลวได้ ดังนั้นจึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งรวมถึงการเลือกวัสดุและวิธีการตัดเฉือนชิ้นส่วนแต่ละชิ้นด้วย การที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอวกาศได้นั้น บรรดาผู้ผลิตจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสมดุลของวัสดุที่แข็งแกร่งกับความท้าทายด้านการตัดเฉือนของวัสดุชนิดนั้นๆ เป็นพิเศษ การมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องและเครื่องมือที่ทนทานคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้อย่างก้าวกระโดด

#FOLLOW US ON INSTAGRAM